คลิกเพื่ออ่านข่าวปัจจุบัน >>
 
    .................... เครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ...................

น่าจะเคยทราบกันไปแล้วว่าเครื่องบินโดยสารลำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ ปัจจุบันคือ Airbus A380
แต่จะมีใครทราบมั้ยเอ่ยว่า ถ้าพูดถึงเครื่องบินขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างมา มีชื่อว่าอะไร?


ANTONOV 225 หรือ A225 ออกแบบและสร้างโดย O.K.Antonov ASTC ในปีพ.ศ. 2531
 

เป็นเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลกของรัสเซีย (เมื่อก่อนเป็นสหภาพโซเวียต) เคยเป็นเครื่องบินที่ใช้ในสงครามเย็น สามารถบรรจุรถถัง เครื่องบินไอพ่น และด้านบนของเครื่องบนสามารถบรรทุกเครื่องบินอีกลำได้ด้วย เมื่อก่อนใช้บรรทุกกระสวยอวกาศที่มีชื่อว่า Buran มีทางออก 2 ทาง คือเมื่อนำรถถังเข้าทางท้ายเครื่อง สามารถเปิดหัวเครื่องเพื่อนำรถถังออกทางข้างหน้าได้อีกด้วย และเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย เครื่องบินลำนี้ถูกเก็บอยู่ที่ยูเครนประมาณ 8 ปี จนถึงปี 2001

 

โครงการนี้ได้นำมาสานต่อ ANTONOV 225 จะต้องบินอีก 8 ครั้งเพื่อที่จะผ่านมาตรฐานเครื่องบิน และต้องเชิญนักบินคนเดิมกลับมาประจำหน้าที่อีกครั้ง หลังจากที่ANTONOV 225 เคยที่ใช้ทำงานในสงคราม แต่ปัจจุบัน เครื่องบินลำนี้เป็นเครื่องบินขนส่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

 

สามารถลงจอดได้ทุกสภาพ ANTONOV 225 มี 6 เครื่องยนต์ ให้แรงมหาศาล ถึง 300,000 ปอนด์ น้ำหนัก 600 ตัน มีล้อ 32 ล้อความเร็ว 750-850 กม./ชั่วโมง น้ำมันเชื้อเพลิง 280 ตัน หรือ 76,000 แกลลอน ถ้าเติมเต็มถัง ซึ่งจะเท่ากับ เติมรถยนต์ทั่วไปได้ 6,000 คัน กำลังบรรทุกมากกว่า 250 ตัน เครื่องบินลำนี้สามารถบรรทุกรถถังได้ถึง 4 คันในเที่ยวเดียว

 

หรือใส่รถยนต์เข้าไปได้ถึง 80 คัน และเป็นเครื่องบินขนส่งขนาดใหญ่แบบเดียวในโลกที่สามารถขึ้นลงรันเวย์ที่เป็น ลูกรัง ที่ราบทุ่งหญ้าทรุนดา พื้นหิมะ พื้นนำแข็ง โดยเครื่องบินลำนี้เคยไปใช้งานที่ขั้วโลกมาแล้ว ที่สำคัญ ขนย้ายเครื่อง Airbus A380 (แบบถอดปีก)ได้อย่างสบายมาก!!
 

 
 
    เรื่องราวของการ...ขอวีซ่า


          เราต่างก็รู้ดีว่า การไปต่างประเทศต้องของ "วีซ่า" แล้ววีซ่าคืออะไร...เราต้องทำอย่างไรบ้างถึงจะได้วีซ่า? วันนี้จึงมีข้อควรรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากกัน เพราะเดี๋ยวนี้คนไทยนิยมไปท่องเที่ยวต่างประเทศ เพื่อพักผ่อนหย่อนใจมากขึ้น แต่การเดินทางไปต่างประเทศไม่ง่ายเหมือนในประเทศ เพราะมีเงื่อนไขอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องรู้และทำความเข้าใจเพิ่มเติม

ไปต่างประเทศ...ต้องขอวีซ่า

          เมื่อคุณจะเดินทางไปต่างประเทศ สิ่งที่จำเป็นต้องใช้คือ...

          1. หนังสือเดินทาง
          2. วีซ่า (Visa) เข้าประเทศนั้นในหนังสือเดินทาง
          3. ตั๋วเครื่องบิน
          4. เงินสำหรับใช้จ่าย ซึ่งเป็นเงินสกุลท้องถิ่นหรือเงินสกุลหลักที่ประเทศนั้นๆ ยอมรับ

วีซ่า...คืออะไร

          วีซ่า เป็นหลักการเดียวกันของนานาประเทศทั่วโลก ที่ได้ถือปฏิบัติร่วมกันว่า ก่อนที่คนของประเทศหนึ่งจะเดินทางไปยังอีกประเทศหนึ่ง บุคคลที่จะเดินทางไปประเทศอื่นจะต้องขอวีซ่า เพื่อเข้าประเทศจากสถานฑูตของประเทศที่จะเดินทางไปเสียก่อน ซึ่งปลายทางของแต่ละประเทศ ก็จะมีเงื่อนไขและเอกสารหลักฐานประกอบการขอวีซ่าแตกต่างกันไป เมื่อได้รับอนุญาตแล้วก็จะได้รับการประทับตราวีซ่า หรือติดเป็นสติ๊กเกอร์ให้ในหนังสือเดินทาง ดังนั้น วีซ่าคือหลักฐานการอนุญาตให้บุคคลประเทศอื่นเข้าประเทศ ที่ทำเป็นรอยตราประทับ หรือเป็นแผ่นกระดาษ หรือเป็นสติ๊กเกอร์ติดอยู่ในหนังสือเดินทาง

ข้อยกเว้น...บางประเทศ

          อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นสำหรับบางประเทศที่ได้ทำการตกลง โดยไม่ต้องขอวีซ่าระหว่างกันได้ หรือบางประเทศอาจยกเว้น โดยการอนุญาตให้คนบางสัญชาติเดินทางเข้าไปในประเทศได้ โดยไม่ต้องขอวีซ่าเลยก็ได้ อย่างเช่นประเทศไทย ก็ยกเว้นให้แก่คนสัญชาติของประเทศที่มีความเจริญ และมีฐานะค่อนข้างดี ที่เข้ามาเพื่อการท่องเที่ยวในประเทศด้วยระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 30 วันเท่านั้น

ประเทศที่คนไทย...ไม่ต้องขอวีซ่า

          มีหลายประเทศที่รัฐบาลไทย ไปทำความตกลงเอาไว้เพื่อให้เดินทางไปมาได้สะดวก และมีอีกหลายประเทศที่เขาอำนวยความสะดวกให้คนไทยเป็นพิเศษ ปัจจุบัน (ตั้งแต่ พ.ศ.2551) มีอยู่ 19 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ ที่ผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของไทย สามารถเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ได้แก่ อาร์เจนตินา บาห์เรน บราซิล บรูไน ชิลี ฮ่องกง อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ลาว มาเก๊า มองโกเลีย มาเลเซีย มัลดีฟส์ เปรู ฟิลิปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ และเวียดนาม

ขอวีซ่า...ไปยุโรป

          ประเทศในยุโรปจำนวน 24 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรีย เบลเยียม เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี ไอซ์แลนด์ อิตาลี กรีซ ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปรตุเกส สเปน สวีเดน เชโกสโลวาเนีย เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย ฮังการี มอลตา โปแลนด์ สโลวีเนีย และสโลวาเกีย มีการทำความตกลงกันโดยการอออกวีซ่าพิเศษที่มีชื่อว่า Schengen Visa เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคนในประเทศต่าง ๆ ในการเดินทางเข้ายุโรป ซึ่งคนไทยก็มีสิทธิ์ขอวีซ่าชนิดนี้ โดยผู้ที่มี Schengen Visa สามารถเดินทางเข้าประเทศเหล่านี้โดยไม่ต้องขอวีซ่ากับประเทศอื่น ๆ อีก และสามารถพำนักอยู่ได้รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 3 เดือน ภายในระยะเวลา 6 เดือน และการยื่นขอ Schengen Visa จะต้องไปขอที่สถานฑูตของประเทศที่คุณจะไปพำนักอยู่นานที่สุด แต่หากไม่สามารถระบุได้ชัดเจน ก็ต้องไปขอที่สถานฑูตของประเทศแรกที่จะเดินทางเข้าไป

          อีกเรื่องที่ต้องระวังคือ การถูกหลอกจากคำโฆษณาตามป้ายหรือใบปลิว โดยเชิญชวนว่าสามารถยื่นขอวีซ่า ให้ผู้ที่ต้องการเดินทางไปต่างประเทศได้ทุกกรณี ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการผู้คุ้มครองผู้บริโภค มีคำเตือนถึงประชาชนที่ประสงค์จะเดินทางไปต่างประเทศว่า ควรศึกษาเงื่อนไขการยื่นขอวีซ่าของแต่ละสถานฑูตด้วยตนเอง ให้เข้าใจเสียก่อน ทางที่ดีไปยื่นขอวีซ่าด้วยตนเองจะดีที่สุด

 
 
    วิวัฒนาการของ หนังสือเดินทางไทย

            หนังสือเดินทางคือ เอกสารสำคัญประจำตัวที่รัฐบาลประเทศหนึ่งออกให้แก่พลเมืองหรือคนชาติของตน  เพื่อใช้แสดงตนในการเดินทางไปต่างประเทศ ในทางปฏิบัติ ประเทศเจ้าของหนังสือเดินทางจะร้องขอให้ประเทศอื่นๆ

             ให้ความสะดวก  ความปลอดภัย  หรือให้ความช่วยเหลือ   ความคุ้มครองทางกฎหมายขณะที่พลเมืองของตนอยู่ในประเทศนั้นๆ  หนังสือเดินทางต้องได้รับการประทับการตรวจลงตราหรือวีซ่าจากหน่วยงานของ ประเทศที่จะเดินทางไปเยือน เว้นแต่จะมีความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราระหว่าง ประเทศ
          

            ในสมัยโบราณ  การเดินทางระหว่างประเทศมีความยากลำบากและต้องใช้ระยะเวลายาวนาน  ระเบียบกฏเกณฑ์การตรวจตราคนเดินทางเข้าออกนอกประเทศยังไม่มีเช่นทุกวันนี้  การเดินทางไปต่างบ้านต่างเมืองยังจำกัดขอบเขตอยู่กับดินแดนที่อยู่ใกล้ชิด กัน  บุคคลที่จะเดินทางติดต่อกับต่างประเทศยังอยู่ในขอบเขตจำกัดเฉพาะชนชั้น ปกครอง  ขุนนาง  พ่อค้า  และนักสอนศาสนา  พลเมืองของประเทศต่างๆ ยังไม่มีการเดินทางไปต่างประเทศมากนัก 
การเดินทางของกลุ่มบุคคลดัง กล่าวไปต่างรัฐ ส่วนใหญ่จะใช้หนังสือหรือสาส์นของกษัตริย์หรือผู้ปกครองของรัฐตนไปถึง กษัตริย์หรือผู้ปกครองของอีกรัฐหนึ่ง  ซึ่งจะระบุถึงวัตถุประสงค์ของการเดินทางของคณะบุคคลของรัฐผู้ส่ง  และขอให้รัฐผู้รับให้ความคุ้มครองและอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ ต่อคณะผู้เดินทาง  ดังจะเห็นได้จากประวัติศาสตร์ของไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยมีการติดต่อกับประเทศ เพื่อนบ้าน  หรือในสมัยกรุงศรีอยุธยา  สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทรงแต่งตั้งคณะราชทูตอัญเชิญพระราชสาส์นไปเจริญ สัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศสเป็นต้น


           ประวัติการใช้หนังสือเดินทางในสมัยก่อนมีหลักฐานปรากฏในลักษณะต่างๆ อาทิ ในรูปของตราหรือสัญลักษณ์  และต่อมาได้พัฒนามาเป็นเอกสารและเล่มหนังสือตามลำดับ โดยผู้ปกครองออกให้เพื่อคุ้มครองคนในปกครองที่เดินทางไปต่างแดน  แต่ก็ยังไม่ใช่สิ่งบังคับใช้ในการเดินทาง   เมื่อโลกมีความก้าวหน้าในด้านการคมนาคม  การติดต่อสื่อสาร  การท่องเที่ยว  และพัฒนาการของเหตุการณ์ความร่วมมือและความขัดแย้งระหว่างประเทศได้มีส่วนทำ ให้ประเทศต่างๆ สร้างระเบียบกฏเกณฑ์ควบคุมการเดินทางเข้าออกประเทศของพลเมืองและคนต่างชาติ เริ่มมีความเข้มงวดมากขึ้น   หนังสือเดินทางจึงเป็นเอกสารของรัฐและเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเดินทางไปต่าง ประเทศ  และเริ่มมีการใช้อย่างแพร่หลายภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1   


           ใน ส่วนที่เกี่ยวกับการใช้หนังสือเดินทางไทยนั้น  รูปแบบและการใช้หนังสือเดินทางของไทยได้เปลี่ยนแปลงตามพัฒนาการของสังคมไทย และระหว่างประเทศ จนกระทั่งมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัว  เริ่มปรากฏหลักฐานที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับลักษณะ  รูปแบบการออกหนังสือเดินทางสำหรับคนไทย  โดยออกเป็นหนังสือราชการที่เขียนด้วยลายมือ มีการกำหนดตราประทับเป็นรูปแบบที่แน่นอนบนหนังสือเดินทาง  ตราประทับที่พบ คือ ตราพระคชสีห์น้อย  ตราพระราชสีห์น้อย  หรือตราสุครีบ  ระบุระยะเวลาในการใช้งานซึ่งมีอายุ 1 ปี   วัตถุประสงค์ในการเดินทาง และมีข้อความขอให้ข้าหลวงมณฑล ผู้ว่าราชการเมือง  กรมการจังหวัด  อำนวยความสะดวกในการเดินทาง    


           หนังสือเดินทางที่รู้จักกัน ในระยะแรกเป็นเอกสารเดินทางที่ทางราชการออกให้แก่บุคคลเพื่อใช้ในการเดินทาง ระหว่างเขต  เมือง  มณฑล  หรือภายในพระราชอาณาเขต ยังไม่มีหนังสือเดินทางอันหมายถึงเอกสารที่ใช้เดินทางไปต่างประเทศ  ต่อมาฝ่ายราชการสยามในสมัยนั้นได้เริ่มมีดำริให้ออกหนังสือสำหรับตัวให้คน ฝ่ายสยามเดินทางไปเมืองต่างประเทศ  จึงมีการกำหนดกฏเกณฑ์ว่า  การเดินทางออกนอกพระราชอาณาเขตกำหนดให้คนสยามต้องมีจดหมายหรือหนังสือเดิน ทางสำหรับตัวทุกคนจากเจ้าเมือง   จึงอาจสันนิษฐานได้ว่า หนังสือเดินทางไทยในปัจจุบันได้พัฒนามาจากหนังสือเดินทางสำหรับตัวซึ่งใช้ กันมาแต่อดีต  


          ในเวลาต่อมาได้มีการกำหนดให้ใช้หนังสือเดินทาง ไปประเทศห่างไกลในลักษณะเป็นหนังสือเดินทางที่พิมพ์ด้วยภาษาฝรั่งเศส 2 หน้า  หน้าแรกมีลักษณะเป็นหนังสือราชการที่มีข้อความขออำนวยความสะดวกในการเดินทาง ให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทาง   หน้าสองแสดงรายละเอียดข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ถือหนังสือเดินทาง ซึ่งประกอบด้วยรูปถ่าย  อายุ ความสูง  สีผม  ตา  ใบหน้า  ตำหนิ  และลายมือชื่อผู้ถือหนังสือเดินทาง  และมีอายุการใช้งาน 1 ปี

          การออกหนังสือเดินทางในสมัยนั้นมิได้ออกให้เพียงหนังสือเดินทางสำหรับบุคคล เท่านั้น  แต่ยังมีหนังสือเดินทางที่ออกให้กับคนครัวหนึ่งหรือคณะบุคคลกลุ่มหนึ่งใช้ เดินทางเช่นเดียวกับหนังสือเดินทางหมู่เช่นที่มีใช้ในปัจจุบัน  โดยกำหนดรูปแบบที่แน่นอนและใช้ทั่วทุกมณฑล  โดยระบุรายชื่อและจำนวนบุคคลที่เดินทางด้วยกัน  พร้อมทั้งประเภทสัมภาระที่นำติดตัวไปด้วย ทั้งนี้  ในการกำหนดรูปแบบหรือระเบียบหนังสือเดินทางในอดีตฝ่ายปกครองต้องมีหนังสือขอ หารือกับเสนาบดีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซึ่งต้องมีหนังสือขอรับพระราช ทานพระบรมราชานุญาตจากพระมหากษัตริย์ก่อนด้วย


          หนังสือเดินทางในสมัยนั้นยังเรียกรวมถึงเอกสารเดินทางประเภทตราเดินทาง  ซึ่งทางราชการออกให้กับคนในบังคับ ( สยาม) ที่อาศัยอยู่ในประเทศ ใช้ เป็นเอกสารแสดงตัว หรือออกให้แก่คนต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย   โดยการสลักท้องตราประทานหรือตราเดินทางลงในหนังสือเดินทางต่างประเทศ  เพื่อใช้เป็นหนังสือประจำตัวสำหรับเดินทางไปได้ในหัวเมือง  ตามคำร้องขอของสถานทูตหรือสถานกงสุลต่างประเทศในไทย ซึ่งปัจจุบัน คือ การตรวจลงตรา หรือวีซ่า  

          
          การออกหนังสือเดินทางในระยะนี้มิได้จำกัดอยู่กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เท่านั้น   หน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหลายระดับ  นับตั้งแต่กระทรวงมหาดไทย  ผู้ว่าราชการเมือง   รวมทั้งกรมการจังหวัด  หรือแม้แต่กำนันก็เป็นผู้มีอำนาจในการออกหนังสือเดินทาง หากได้รับคำสั่งจากเจ้าเมือง 


          อย่างไรก็ดี  แม้ว่าตามประเพณีแต่เดิมมา  ผู้ใดจะเดินทางไปนอกพระราชอาณาเขต  ก็มีธรรมเนียมที่ต้องรับหนังสือเดินทางสำหรับตัวซึ่งเจ้าพนักงานออกให้ก็ ตาม   แต่บุคคลโดยทั่วไป ส่วนมาก   ก็ยังไม่ได้ถืออย่างเคร่งครัดว่า   หนังสือเดินทางเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเดินทาง เพราะในอดีตยังไม่มีการตรวจตราการเดินทางเข้าออกประเทศอย่างเข้มงวด  ประชาชนสามารถเดินทางออกนอกพระราชอาณาเขตได้อย่างสะดวกโดยไม่ต้องมีหนังสือ เดินทาง  การละเลยในการตรวจตราการเดินทางออกนอกประเทศดังกล่าวได้ก่อให้เกิดปัญหาแก่ ผู้เดินทางในระยะต่อมาเมื่อสถานการณ์ระหว่างประเทศได้เปลี่ยนแปลงไป  กล่าวคือในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1  รัฐบาลประเทศต่างๆ  เริ่มบัญญัติการตรวจตราหนังสือเดินทางของคนต่างชาติอย่างเข้มงวด  ทำให้ผู้เดินทางออกจากพระราชอาณาเขตของไทยซึ่งมิได้มีหนังสือเดินทางหรือตรา เดินทาง (วีซ่า) ของประเทศที่จะเดินทางไป   ต้องประสบปัญหาเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ   เนื่องจากต้องถูกกักกันไม่ให้เข้าประเทศ หรือถูกจับกุมกักขังหรือถูกส่งกลับประเทศ
           ดังนั้น   เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของคนไทยในการเดินทางไปต่างประเทศ  ในวันที่ 17 กันยายน 2460  รัฐบาลไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงได้กำหนดกฏเกณฑ์อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับการออกหนังสือเดิน ทาง  โดยการออก “ ประกาศว่าด้วยผู้เดินทางไปนอกพระราชอาณาเขตร์  ให้มีหนังสือเดินทาง ”   ซึ่งได้ตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ 23 กันยายน 2460  เพื่อให้คนไทยทุกคนที่จะเดินทางออกไปประเทศที่อยู่ห่างไกล  จำเป็นต้องขอหนังสือเดินทางกับกระทรวงการต่างประเทศ   และหากเดินทางไปยังประเทศใกล้เคียงติดต่อกับพระราชอาณาเขต   ก็ขอให้ขอหนังสือเดินทางจากผู้ว่าราชการจังหวัด  หรือสมุหเทศาภิบาลในมณฑลของตน 


           ผลมาจากอิทธิพลของการเปลี่ยน แปลงในระดับระหว่างประเทศหลายประการดังกล่าว  และผลการประชุมขององค์การสันนิบาติชาติเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง  ณ  กรุงปารีส  ประเทศฝรั่งเศส  ในปี พ.ศ.2463  ซึ่งเรียกร้องให้ทุกประเทศกำหนดรูปแบบหนังสือเดินทางในลักษณะเดียวกัน   ซึ่งรัฐบาลไทยได้ส่งคณะผู้แทนเดินทางเข้าร่วมประชุมและลงนามรับรองข้อมติของ ที่ประชุมดังกล่าวด้วย    และการประกาศใช้พระราชบัญญัติคนเข้าเมืองฉบับแรกของไทยในวันที่  1 กรกฎาคม พ.ศ.2470  น่าจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการกำหนดกฏเกณฑ์และการปรับเปลี่ยนลักษณะและ รูปแบบของหนังสือเดินทางที่มีลักษณะเป็นรูปเล่ม  ซึ่งน่าจะเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏ เกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 6 หรือประมาณภายหลังปี พ.ศ. 2460  เป็นต้นมา


            สำหรับหนังสือเดินทางที่มีลักษณะเป็นรูปเล่มซึ่งพบหลักฐานในขณะนี้  เป็นหนังสือเดินทางประเทศสยามซึ่งออกใช้ในช่วงระยะปี พ.ศ.2482  เป็นหนังสือเดินทางปกแข็งซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าที่ใช้อยู่ใน ปัจจุบัน 

 

            ภายในประกอบด้วยรายการข้อมูลภาษาไทยและภาษาฝรั่งเศสกำกับอยู่  และติดรูปถ่ายผู้ถือหนังสือเดินทางพร้อมลายมือชื่อ  ประกอบด้วยหน้าหนังสือเดินทางจำนวน 32 หน้าเช่นหนังสือเดินทางในปัจจุบัน   เป็นหนังสือเดินทางในพระราชอาณาเขตสยามออกที่แผนกหนังสือเดินทาง ณ กระทรวงการต่างประเทศ  แต่แผนกหนังสือเดินทางจะออกหนังสือเดินทาง  หรือต่ออายุหนังสือเดินทางสำหรับบุคคลผู้ใด  ซึ่งมิได้อยู่ในพระราชอาณาเขตสยามในเวลานั้น  ไม่ได้เลย


            หนังสือ เดินทางที่ออกให้ในสมัยนั้น    ถ้ามิได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่น  ก็มีกำหนดอายุการใช้งานเพียงสองปี  เมื่อหมดอายุก็สามารถให้ต่ออีกตั้งแต่หนึ่งถึงสองปีก็ได้  แต่เมื่อรวมเข้าด้วยกันแล้วต้องไม่เกิน 4 ปี   โดยหนังสือเดินทางใช้ได้แต่สำหรับการเดินทางไปยังประเทศที่ระบุไว้ในหนังสือ เดินทางเท่านั้น  แต่จะสลักเพิ่มเติมเพื่อเดินทางไปประเทศอื่นด้วยก็ได้  โดยคิดค่าธรรมเนียมออกหนังสือเดินทางฉบับละ 12 บาท และค่าธรรมเนียมต่ออายุปีละ 6 บาท   หนังสือเดินทางดังกล่าวนี้ยังคงใช้สืบต่อกันมาเป็นระยะเวลานานพอสมควร แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะบางอย่าง  อาทิ สี   ตราครุฑบนปกนอก  และลักษณะการจัดวางข้อมูลภายใน   จนกระทั่งประมาณปี พ.ศ.2520   มีการเปลี่ยนแปลงรายการข้อมูลผู้ถือหนังสือเดินทางจากการตีพิมพ์ด้วยภาษาไทย กับภาษาฝรั่งเศสมาเป็นข้อมูลภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ  


            หลังจาก นั้น  หนังสือเดินทางไทยได้รับการพัฒนาตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในการผลิต และประโยชน์ในการใช้สอยตามการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมของสังคม  โดยกองหนังสือเดินทางพยายามพัฒนาระบบการผลิตเล่มหนังสือเดินทางอย่างต่อ เนื่อง  เพื่อทำให้บริการหนังสือเดินทางดำเนินไปด้วยความสะดวก  รวดเร็ว  และป้องกันการปลอมแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพมาโดยลำดับ


            ใน ปี  2536  กองหนังสือเดินทางได้นำระบบหนังสือเดินทางแบบใหม่มาใช้ เรียกว่า  ระบบ Digital Passport System  (DPS ) ซึ่งเป็นวิธีการพิมพ์รูปผู้ถือหนังสือเดินทางลงในหนังสือเดินทางด้วยระบบ ดิจิตอลแทนการติดรูปตามระบบเดิม  และอ่านได้ด้วยเครื่อง ( Machine Readable Passport )  และต่อมาได้ปรับเปลี่ยนการผลิตเล่มหนังสือเดินทางที่สามารถจัดเก็บข้อมูลใน เล่มหนังสือเดินทาง   ไว้ด้วยระบบข้อมูลหน้าเดียว  เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)  ตั้งแต่ พ.ศ.2538  เป็นต้นมา


            ในปี 2543 กองหนังสือเดินทางได้พัฒนาหนังสือเดินทางไทยโดยการนำเทคโนโลยีการถ่ายรูป  การบันทึกข้อมูล และการพิมพ์ข้อมูลลงในเล่มโดยตรง  รวมทั้งการสร้างระบบหนังสือเดินทางซึ่งสามารถเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนราษฎร ด้วยระบบคอมพิวเตอร์จากฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย   เพื่อให้สามารถตรวจสอบสถานะของผู้ขอหนังสือเดินทางโดยอาศัยหมายเลขประจำตัว ประชาชน  ซึ่งทำให้สามารถให้บริการรับคำร้องจากประชาชนผู้ขอใช้ให้บริการหนังสือเดิน ทางได้ในเวลาอันรวดเร็ว  และทำการผลิตหนังสือเดินทางได้ภายในเวลา 3 วันทำการ


             ในด้านการพัฒนารูปเล่มหนังสือเดินทาง  กองหนังสือเดินทางได้ให้ความสำคัญต่อการปรับปรุงรูปแบบและมาตรฐานของเล่ม หนังสือเดินทางไม่น้อยไปกว่าการปรับปรุงด้านบริการ  เนื่องจากรูปแบบและมาตรฐานดังกล่าวเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถใน การป้องกันการปลอมแปลง และความน่าเชื่อถือของหนังสือเดินทางตามมาตรฐานสากล   การพัฒนาหนังสือเดินทางจึงต้องคำนึงถึงรูปแบบที่สวยงามทันสมัยในราคาเหมาะ สม  และจะต้องประกอบด้วยเทคโนโลยีที่สามารถป้องกันการปลอมแปลงได้อย่างมี ประสิทธิภาพควบคู่ไปด้วย  


             ในปี 2545 กองหนังสือเดินทางได้พัฒนารูปแบบของหนังสือเดินทางแบบใหม่  ที่มีคุณลักษณะป้องกันการปลอมแปลง ( Security Features ) เพิ่มมากขึ้น  และใช้เทคโนโลยีระดับสูงหลายอย่างเช่นเดียวกับการพิมพ์ธนบัตร  เพื่อยกระดับมาตรฐานหนังสือเดินทางไทยให้ทัดเทียมกับประเทศชั้นนำของโลก  คุณสมบัติพิเศษที่ใส่ไว้ในหนังสือเดินทาง  บางอย่างไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า  ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะในการตรวจสอบ และบางอย่างก็แฝงไว้อย่างแนบเนียน  ทำให้ยากในการ
ปลอมแปลง  นอกจากนั้นคุณลักษณะบางประการผลิตขึ้นด้วยกรรมวิธีและสารเคมีที่ไม่อาจหาได้ ในท้องตลาดทั่วๆ ไป  ทำให้มั่นใจได้ว่า  หนังสือเดินทางไทยจะมีความปลอดภัย  และปลอดจากการปลอมแปลง


              ทิศทางในอนาคต  หนังสือเดินทางไทยยังคงได้รับการพัฒนาและปรับปรุงให้สอดคล้องกับการเปลี่ยน แปลงของสังคมและความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง  เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนโดยคำนึงถึงความมั่นคงของประเทศ  นอกจากนี้  กองหนังสือเดินทางยังได้พัฒนาระบบข้อมูลหนังสือเดินทางไทยให้มีการเชื่อมโยง ข้อมูลผู้ถือหนังสือเดินทางผ่านระบบคอมพิวเตอร์ระหว่างหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องกับหนังสือเดินทาง  ได้แก่  กระทรวงการต่างประเทศ  สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง  กรมศุลกากร  และกระทรวงมหาดไทย  สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลไทยในต่างประเทศ 

            เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ สามารถใช้ประโยชน์จากการตรวจสอบข้อมูลและให้บริการประชาชนด้วยความรวดเร็ว  เพื่อให้ประชาชนคนไทยได้รับความสะดวกสบายในการติดต่อกับหน่วยราชการ  ไม่ว่าจะอยู่ ณ จุดใดของโลกก็ตาม

 

แหล่งที่มา
สาระสำคัญในส่วนของประวัติและภาพประกอบหนังสือเดินทางไทยได้จากเอกสารของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

 
 
    "ดาวมิชลิน" คืออะไร

ช่วง สิบกว่าปีที่ผ่านมา วัฒนธรรมการกินของประเทศไทยและทั่วโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเทคโนโลยีการขนส่งวัตถุดิบและการเดินทางทำให้เราได้ลิ้มรส "ความอร่อย" ของประเทศที่อยู่ไกลเราได้อย่างเหมือนไปรับประทานถึงประเทศต้นตำรับ แต่ก่อนเรามักจะเห็นรายการแนะนำร้านอาหารทางโทรทัศน์หรือหนังสือ แต่สมัยปัจจุบันจะเห็นว่าความนิยมในการค้นหาร้านอาหารจะเปลี่ยนมาเป็นทาง อินเตอร์เนต เราจะเห็นblog และ web site หลายเจ้ามีการแนะนำร้านอาหารชวนลิ้มลองมากมาย เจ้าของblog หรือ web เหล่านั้นบางคนก็ทำตัวเป็นผู้ชิมที่ดี บางคนทำตัวเป็นนักวิจารณ์อาหาร ซึ่งบ้างก็วิจารณ์ได้มาตราฐาน บางแห่งอ่านแล้วก็เห็นได้ว่าไม่ได้มีความรู้ในอาหารนั้นจริงเลย สนใจแค่รูปร่างภายนอกและรสชาติให้จัดจ้านเท่านั้น ที่แย่สุดคือบางแห่งเห็นชัดว่า ได้รับผลประโยชน์ในการมาเขียนถึง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้อ่านควรใช้วิจารญานในการตัดสินใจเอง

ถ้าพูดถึง คู่มือแนะนำร้านอาหารที่ได้รับความเชื่อถือและความนิยมจากนักชิมทั่วโลกมา อย่างยาวนาน นั่นก็คือ "The Michelin Guide" อย่างที่ทราบ Michelin คือบริษัทผลิตยางรถยนต์ชื่อดัง The Michelin Guide เริ่มขึ้นจากการเป็นหนังสือคู่มือดูแลรถ ที่ Michelin พิมพ์สำหรับแจกลูกค้าของเขาเอง โดยเล่มปกแดง จะเป็นแนะนำร้านอาหารและ โรงแรม ส่วนเล่มปกเขียวจะเป็นเรื่องท่องเที่ยว แต่ตอนหลังได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะความมีมาตราฐานยุติธรรมและความรู้จริงในอาหารเลยเป็นที่นิยมอย่างยิ่ง และถือเป็นมาตราฐานของร้านอาหารและผู้ปรุงอาหารของร้านนั้น ในการที่จะพยายามทำให้ร้านของตนได้มีชื่อลงในหนังสือและยิ่งกว่านั้นคือ พยายามให้ได้รับ "ดาว" โดยมีระดับแบ่งชั้น ดังนี้คือ

"หนึ่งดาว" เป็นร้านอาหารชั้นดีมากถ้าผ่านควรแวะไปลองถ้าผ่านแถวนั้น
"สองดาว" เป็นร้านอาหารชั้นเลิศ ควรค่าแก่การอ้อมรถไปลิ้มลอง และ
"สามดาว" เป็นร้านอาหารชั้นพิเศษสูงสุด ควรค่าแก่การเดินทางไปโดยเฉพาะ

ในปัจจุบันนี้ มีร้านอาหารทั่วโลกที่ได้รับ "สามดาว" ไม่ถึง 100 ร้าน

The Michelin Guide ฉบับร้านอาหารปัจจุบัน ได้มีเพิ่มการจัดลำดับร้านอาหารนอกจากที่แต่ละเมืองในฝรั่งเศสเอง ไปยังเมืองใหญ่ๆของโลก เช่น นิวยอร์ค โตเกียว ซานฟานซิสโก หรือในประเทศหลายประเทศอย่าง สเปน อิตาลี่เป็นต้น

วิธีการสำรวจของ The Michelin Guide คือการส่งผู้ตรวจสอบที่ไม่เปิดเผย ซึ่งผู้ตรวจสอบเหล่านั้นเป็นผู้ถูกผึกลิ้นและมีความรู้ด้านอาหารมาเป็นอย่าง ดี จะทำการชิมอาหารในร้านโดยทำตัวเหมือนลูกค้าปกติแล้วส่งรายงานไปยังสำนักงาน ใหญ่

ความมีอิทธิพลของ The Michelin Guide นั้นเรียกว่ามีมากมายมหาศาล ถ้าแต่ละปีที่จัดระดับร้าน ร้านไหนถูกถอดออก หรือถูกลดระดับ พ่อครัวร้านนั้นก็แทบสูญเสียชื่อเสียงที่สั่งสมมาในทันที เคยมีพ่อครัวที่ฆ่าตัวตายเพราะเห็นว่าตนถูกลดระดับซึ่งถือเป็นการหมิ่น เกียรติมาแล้ว ตรงกันข้ามถ้าพ่อครัวคนไหนเคยทำงานหรือฝึกงานในร้านที่ได้รับ ดาวมิชลิน จะถือเป็นเหมือนประกาศนียบัตรชั้นดีในอาชีพของตนที่ยอมรับไปทั่วโลก

ใน ประเทศไทยนั้น เรายังไม่มี The Michelin Guide เป็นของประเทศเราเอง มีเพียงแต่ละร้านอาหารหรูในโรงแรมจะจ้างพ่อครัวซึ่งเคยทำงานในร้านอาหารที่ ได้ดาวมิชลินมาปรุงอาหารเป็นพิเศษเป็นคราวๆไป และร้านอาหารสาขาจากต่างประเทศที่ได้รับดาวในประเทศของตนนั้น

ปัจจุบัน นอกจาก The Michelin Guide แล้ว ทางอเมริกาก็มีหนังสือแนะนำร้านอาหารอีกไม่กี่เล่มที่ได้รับความเชื่อถือ อย่าง Zagat เป็นต้น แต่ดาวมิชลินก็ยังคงพิเศษสุดสำหรับ นักชิมและพ่อครัวอยู่นั่นเอง

 
บริษัท ยัวร์ ฮอลิเดย์ จำกัด 6/3 ซอย อารีย์ 5 ถนน พหลโยธิน แขวง สามเสนใน เขต พญาไท กทม 10400 โทร 02-279-3577 แฟกซ์ 02-279-5567
E-mail: your_holidays@yahoo.com : www.yourholidaystour.com